“สวน” กับดุลยภาพแห่งพลังชีวิต “ฮวงจุ้ย” กับทิศหน้าบ้าน

Posted on March 24, 2009
Filed Under ฮวงจุ้ยบ้านและที่ดิน | Leave a Comment

ศาสตร์แห่งฮวงจุ้ยมีความเชื่อว่า ในการสร้างให้เกิดดุลยภาพแห่งพลังชีวิตที่ดี “พลังชี่” หรือพลังชีวิตจะต้องไหลเวียนได้ อย่างราบรื่นไม่ติดขัด หากพลังชี่ไม่สามารถไหลเวียนได้สะดวก หรือถูกปิดกั้นไว้จะทำให้พลังชีวิตของสถานที่นั้นอ่อนแอหรือหยุดนิ่ง แต่หากพลังชี่ไหลเวียนได้สะดวกไม่ติดขัด จะส่งผลดีต่อผู้อยู่อาศัยในเรื่องของความมั่งคั่ง ชื่อเสียง การอุปถัมภ์ค้ำชู อาชีพการงาน และสุขภาพ



นับแต่โบราณมานักฮวงจุ้ยต่างพยายามสังเกตและศึกษาธรรมชาติเพื่อหาตำแหน่ง ที่ โดดเด่นสำหรับบ้านและสวน และตำแหน่งในอุดมคติที่เชื่อกันว่าดีที่สุดนั้นก็คือ จุดกึ่งกลางของเนินเขาเตี้ยๆ ไม่สูงชัน ไม่เป็นคลื่นขรุขระ ซึ่งจะทำให้บ้านและสวนได้รับความสมดุลระหว่างพลังของฟ้าและดิน โดยหันหน้าไปทางแม่น้ำที่ไหลทอดตัวเป็นแนวคดโค้งไปมาสวยงามนุ่มนวล

เพราะ “พลังชี่” จะไหลเวียนได้ดีเป็นพิเศษในแนวเส้นที่โค้งไปมาสวยงาม ส่วนด้านหลังจะต้องมีภูเขาขนาดใหญ่มาเป็นฉากหลัง มองดูจะคล้ายคนนั่งพักผ่อนสบายๆ ในเก้าอี้อาร์มแชร์ และมีที่วางเท้ารองรับอยู่ที่ปลายเท้านั่นเอง

ภูเขาที่อยู่ฉากหลัง ก็เหมือนพนักเก้าอี้ที่โอบอุ้มตัวเราไว้อย่างสบายและมั่นคง หมายถึงพลังในด้านการอุปถัมภ์และสนับสนุน ซึ่งในศาสตร์ของ ฮวงจุ้ย เรียกว่า ทิศเต่าดำ จะอยู่ในทิศเหนือและเป็นพลังแห่งฤดูหนาว

ทิศตะวันตก จะเป็นทิศเสือขาว เป็นพลังแห่งฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งเป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยว ส่วนทิศตะวันออกเป็นทิศมังกรเขียว เป็นพลังแห่งฤดูใบไม้ผลิ ส่วนทิศใต้ซึ่งเป็นทิศของส่วนหน้าบ้านจะเป็นทิศหงส์แดง

การหาตำแหน่งของทิศทั้งสี่นี้ บางครั้งอาจไม่ได้ขึ้นตามทิศของเข็มทิศ ในโรงเรียนฮวงจุ้ยที่เน้นเรื่องภูมิทัศน์ จะใช้วิธีให้คุณยืนโดยให้หลังของคุณอยู่ด้านหน้าตัวอาคาร และมองไปในทิศที่ตัวอาคารเผชิญหน้า เต่าดำจะอยู่ทิศด้านหลังของอาคารหงส์แดงจะอยู่ด้านหน้า มังกรเขียวจะอยู่ทางซ้าย และเสือขาวจะอยู่ทางขวามือของคุณ

จัดฮวงจุ้ยที่ดีให้สวนในบ้าน

ที่เกริ่นมาข้างต้นนั้น เป็นเรื่องของฮวงจุ้ยในอุดมคติที่คงยากจะหาได้ในโลกยุคดิจิทัล แต่เราสามารถจัดสวนที่บ้านของเราเองให้มีลักษณะฮวงจุ้ยที่ดีเช่นที่กล่าวมา ได้ไม่ยาก เช่น ทำทางเดินในสวนให้ทอดตัวเลี้ยวคดโค้งไปมาสวยงาม ปรับพื้นที่สวนให้มีความโค้งกลมเล่นระดับพื้นที่สวนในบางส่วนเพื่อให้ดูเป็น เนินสูงต่ำ

น้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญของสวน ในความเชื่อของฮวงจุ้ย สวนทุกสวนควรจะมีบ่อน้ำหรือน้ำพุในสวน ที่สำคัญคือ ให้น้ำมีการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอนุ่มนวล ไม่ควรเป็นน้ำนิ่งๆ

บริเวณไหนของสวนที่พลังชี่ถูกปิดกั้นให้ติดขัดหรือไม่สามารถไหลเวียนได้ คุณจะสังเกตเห็นว่า ส่วนนั้นจะมีลักษณะรกร้าง ต้นไม้ขึ้นในลักษณะรกรุงรัง หรือแห้งตายเป็นบางส่วน สัญลักษณ์ของพลังที่หยุดนิ่ง อย่างเช่น ต้นไม้ที่แห้งตาย ควรจะขุดถอนออกไปจากสวนเพราะมันจะดึงดูดพลังที่ไม่ดีเข้ามาในบ้าน และจะทำให้การไหลเวียนของพลังชีวิตติดขัดได้

นอกจากนั้น คุณยังสามารถใช้เทคนิคการจัดสวน เพื่อปรับแก้ฮวงจุ้ยให้มีพลังที่ดีและปิดกั้นพลังที่ไม่ดีออกไปได้ เช่น ทำรั้วต้นไม้เตี้ยๆ หรือพุ่มไม้ หรือสระน้ำ กั้นระหว่างตัวบ้านหรือสวนของคุณกับสิ่งที่ให้พลังไม่ดี เช่น เสาไฟ เสาธง หรือถนนที่พุ่งเข้าสู่ตัวบ้าน เป็นต้น

ระบบไฟฟ้า 3 เฟสเพื่อการประหยัดค่าไฟฟ้า

Posted on March 24, 2009
Filed Under Knowledge-Home | Leave a Comment

ระบบไฟฟ้า 3 เฟสเพื่อการประหยัดค่าไฟฟ้า
ระบบไฟฟ้าที่ใช้กันทั่วไปตามบ้าน หลอดไฟและอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าโดยทั่วไปในบ้านเราใช้ไฟฟ้ากระแส สลับระบบ 1 เฟส ( 1- phase ) 2 สาย แรงดัน 220 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ โดยสาย ไฟ 2 สายที่ใช้กันตามบ้านนี้ สายหนึ่งจะมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่หรือเรียกว่าสายเคอร์เรนต์ ( current line ) ส่วนอีกสายหนึ่งจะเป็นสายที่เดินไว้เฉยๆ ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่หรือเรียกว่า สายนิวทรัล ( neutral line ) ดังจะเห็นได้จากปลั๊กไฟตามบ้านที่เห็นมีช่องเสียบอยู่ 2 ช่องนั้น ถ้าเอาไขควงสำหรับตรวจกระแสไฟฟ้าลองวัดดูจะเห็นได้ว่าช่องหนึ่งจะมีไฟแดงปรากฏ แสดงว่าไม่ มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน แต่เมื่อเวลาใช้งานกับหลอดไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ร่วมกันทั้ง 2 สายเพื่อให้กระแสไฟฟ้าครบวงจรส่วนบางแห่งที่เห็นปลั๊กไฟมี 3 ช่องนั้นยังเป็นระบบไฟฟ้า แบบ 1 เฟสเหมือนกันแต่ช่องที่เพิ่มขึ้นมานั้นเป็นช่องที่ต่อกับสายดิน ( ground ) เพื่อให้กระแส ไฟฟ้าไหลลงดินเวลาเกิดไฟรั่วเป็นการเพิ่มความปลอดภัย และปลั๊กของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะใช้กับ ระบบสายดินนี้จะเป็นปลั๊กแบบ 3 ขาซึ่งในต่างประเทศถือเป็นระบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป

ระบบไฟฟ้า 3 เฟสเป็นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส ( 3 - phase ) 4 สาย แรงดัน 380 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ โดยที่ 3 สายจะเป็นสายที่มี กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน โดยทั่วไประบบไฟฟ้า 3 เฟสเป็นระบบที่ไฟฟ้าที่ใช้กับเครื่องจักรต่างๆใน โรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ เพราะเครื่องจักรเหล่านี้มักมีขนาดใหญ่จึงต้องการแรงดันไฟฟ้าที่สูง ไฟฟ้าระบบนี้ไม่สามารถนำมาใช้กับระบบแสงสว่างหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าตามบ้านได้โดยตรง มาถึงตรงนี้ หลายคนคงจะสงสัยว่าเมื่อระบบไฟฟ้า 3 เฟสไม่สามารถนำมาใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆตามบ้านได้ โดยตรงแล้วจะเอามาแนะนำกันเพื่ออะไร ข้อสงสัยนี้สามารถอธิบายได้โดยไม่ยาก กล่าวคือ การนำ ระบบไฟฟ้า 3 เฟสเข้ามาใช้ในบ้านนั้นมิได้เป็นการใช้ไฟฟ้าทั้ง 3 เฟสกับอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชิ้นโดย ตรง แต่เป็นการนำไฟฟ้า 3 เฟสนั้นมาแบ่งแยกให้เป็นระบบไฟฟ้า 1 เฟส 3 ชุด แล้วกระจายไป ตามจุดต่างๆที่มีการใช้ไฟฟ้า การกระจายจุดของการใช้งานเช่นนี้ทำให้ไฟฟ้าแต่ละเฟสไม่ถูกใช้งานมาก ถือเป็นการเฉลี่ยการใช้ไฟฟ้า ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้า เพราะการคิดอัตราค่าใช้ไฟฟ้าซึ่งมีหน่วยเป็น กิโลวัตต์ - ชั่วโมงจะคิดเป็นอัตราก้าวหน้า กล่าวคือยิ่งมีการใช้ไฟฟ้ามากก็จะยิ่งเสียค่าไฟฟ้าในอัตรา ที่สูงขึ้น ฉะนั้นการกระจาย การใช้ไฟฟ้าออกเป็น 3 ส่วนจากระบบไฟฟ้าที่นำเข้า 3 เฟสดังกล่าว จึงทำให้การใช้ไฟฟ้าในแต่ละส่วนหรือแต่ละเฟสน้อยลง จึงไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูง

การนำระบบไฟฟ้า 3 เฟสมาใช้นั้นจะเสียค่าใช้จ่ายในตอนต้นค่อนข้างสูง เช่น ค่าติดตั้ง ค่าประกันการใช้ไฟฟ้า แต่สามารถประหยัดค่าใช้ไฟฟ้าได้ในระยะยาวฉะนั้นบ้านหรืออาคารที่ติดตั้ง ระบบไฟฟ้าดังกล่าวจึงควรเป็นบ้านหรืออาคารที่ค่อนข้างใหญ่ มีการใช้ไฟฟ้าหลายจุดและเป็นปริมาณ มากจึงจะคุ้ม ถ้าเป็นบ้านหรืออาคารที่มีขนาดเล็กและมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าไม่มากควรติดตั้งระบบ ไฟฟ้าเฟสเดียวก็เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม การเลือกว่าจะใช้ไฟฟ้าระบบไหนและใช้มิเตอร์ไฟฟ้าขนาดเท่าใดนั้นจำเป็น จะต้องปรึกษาผู้มีความรู้ทางด้านนี้โดยตรง ซึ่งอาจจะเป็นวิศวกรไฟฟ้า ผู้รับเหมา หรือช่างไฟฟ้า โดยที่เจ้าของบ้านเองก็ต้องวางแผนเกี่ยวกับปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้เอาไว้ว่าต้องการใช้ไฟฟ้ามากน้อย แค่ไหน โดยอาจจะปริมาณจากจำนวนดวงไฟ รวมทั้งประเภทและจำนวนของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่คาดว่าต้องการจะใช้ เพื่อ จะได้เลือกระบบไฟฟ้าและขนาดของมิเตอร์ไฟฟ้าที่จะติดตั้งได้อย่างถูก ต้องเหมาะสม

โดยปกติขนาดของมิเตอร์ไฟฟ้าที่จะขอติดตั้งได้จะมีขนาด 5(15) , 15(45) ,30(100) และ 50(150) แอมแปร์ ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้าเฟสเดียว ตัวเลขที่อยู่ด้านซ้ายนอกวงเล็บหมายถึงกระแส ไฟฟ้าปกติสำหรับการใช้งานของระบบไฟฟ้าขนาดนั้นๆ ส่วนตัวเลขด้านขวาที่อยู่ภายในวงเล็บ หมายถึงกระแสไฟฟ้าสูงสุดที่ระบบไฟฟ้าสามารถทนได้ เช่น มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15(45) แอมแปร์ หมายความว่าขนาดของระบบไฟฟ้าที่ติดตั้งไว้สามารถรองรับการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดย รวมได้ 15 แอมแปร์อย่างปลอดภัยภายใต้สภาวะการใช้งานตามปกติ แต่จะสามารถทนกระแส ไฟฟ้าสูงสุดได้ถึง 45 แอมแปร์ในบางครั้งบางคราวเป็นระยะเวลาสั้นๆ เช่น ในขณะที่เปิดเครื่อง ปรับอากาศใหม่ๆ เครื่องปรับอากาศจะกินกระแสไฟฟ้ามากกว่าปกติ ถึงแม้ว่ากระแสไฟฟ้าที่ใช้โดย รวมในช่วงเวลานั้นอาจจะสูงเกินกว่าระดับปกติบ้าง แต่ถ้าเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ก็จะไม่ก่อให้เกิด ปัญหาต่อระบบไฟฟ้าหรือการใช้ไฟฟ้าแต่ประการใด โดยปกติถ้าเป็นบ้านขนาดเล็กที่มีการติดตั้ง ดวงไฟและปลั๊กไฟเพียงไม่กี่จุดอาจใช้มิเตอร์ไฟฟ้าขนาดแค่ 15(15) แอมแปร์ก็เพียงพอ ถ้ามี เครื่องปรับอากาศ 1-2 เครื่องก็อาจใช้มิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 15(45) แอมแปร์ แต่ถ้าเป็นบ้านที่มีการ ใช้ไฟฟ้ามาก เช่น มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศหลายเครื่องก็อาจจะต้องใช้ มิเตอร์ไฟฟ้าขนาด 50(150) แอมแปร์ หรือบ้านที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้ามากขึ้นไปอีกก็ควรจะพิจารณาขอติดตั้งระบบ ไฟฟ้า 3 เฟส ซึ่งระบบดังกล่าวจะทำให้ได้ไฟฟ้าที่มีขนาดเป็น 3 เท่าของไฟฟ้าระบบเฟสเดียวตาม ขนาดตัวเลขแอมแปร์ข้างต้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเทียบเท่ากับได้ระบบไฟฟ้าเฟสเดียวตามขนาดตัว เลขแอมแปร์ข้างต้นเป็นจำนวน 3 ชุดนั่นเอง เช่น ถ้าติดตั้งระบบไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย 30(100) แอมแปร์ 380 โวลต์ 1 ชุด ก็เทียบเท่ากับติดตั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส 2 สาย 30(100) แอมแปร์ 220 โวลต์ 3 ชุดนั่นเอง

จากตัวอย่างและข้อเปรียบเทียบต่างๆ ข้างต้นอาจเห็นได้ว่าการเลือกระบบและขนาด ของมิเตอร์ไฟฟ้าที่จะใช้อาจมีทางเลือกหลายอย่าง โดยที่ทำให้ได้ขนาดของไฟฟ้าที่สามารถนำไป ใช้งานได้ใกล้เคียงเช่น ถ้าติดตั้งระบบไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย ขนาด 15(45) แอมแปร์ 380 โวลต์ จะได้ขนาดของไฟฟ้าใกล้เคียงกับการติดตั้งระบบไฟฟ้า 1 เฟส 2 สาย ขนาด 50(150) แอมแปร์ 220 โวลต์ เพียงแต่การขอระบบไฟฟ้า 3 เฟสนั้นจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและเสียค่า ใช้จ่ายสูงกว่าในตอนต้น แต่จะประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาว ในขณะที่การขอระบบไฟฟ้าเฟส เดียวจะสะดวกและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าในตอนต้น แต่จะสิ้นเปลืองค่าไฟฟ้ามากกว่าในระยะยาว โดยทั่วไปถ้าไม่มีการกำหนดหรือระบุถึงความต้องการเป็นกรณีพิเศษแล้วผู้รับเหมาก่อสร้างหรือช่าง ไฟฟ้าก็มักจะขอติดตั้งระบบไฟฟ้า เฟสเดียวให้โดยไม่คำนึงถึงว่าบ้านนั้นจะมีปริมาณการใช้ไฟฟ้ามาก หรือน้อยเพียงใด เพราะเป็นการสะดวกและประหยัดในตอนต้น ฉะนั้นถ้าผู้ใดที่กำลังปลูกบ้านและ เห็นว่าการใช้ระบบไฟฟ้า 3 เฟสจะเป็นประโยชน์และเป็นผลดีต่อไปก็ควรจะกำหนดหรือระบุเอาไว้ เสียตั้งแต่แรก

การติดตั้งระบบไฟฟ้า 3 เฟสนั้นมีข้อสังเกตและข้อควรระวังบางประการกล่าวคือ เนื่อง จากระบบไฟฟ้า 3 เฟสที่นำมาใช้จะถูกแยกให้กลายเป็นระบบไฟฟ้าเฟสเดียว 3 ชุดเพื่อนำมาใช้ งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้าตามจุดต่างๆ ถ้าไฟฟ้าแต่ละสายที่แยกไปใช้งานตามจุดต่างๆ นั้นมีปริมาณการ ใช้งาน ( load ) ที่สมดุลกันหรือใกล้เคียงก็ย่อมจะเป็นการประหยัดค่าไฟฟ้าได้ดี แต่ถ้าปริมาณการ ใช้งานในแต่ละสายไม่สมดุลกันหรือแตกต่างกันมาก สายที่มีปริมาณการใช้งานสูงก็จะเสียค่าไฟฟ้า มากเนื่องจากต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้นโดยคิดในอัตราก้าวหน้าตามปริมาณการใช้ไฟฟ้า ทำ ให้ค่าไฟฟ้าโดยส่วนรวมพลอยสูงขึ้นไปด้วย อย่างเช่นการที่สายไฟสายหนึ่งถูกนำไปใช้กับเครื่อง ปรับอากาศหรือเครื่องทำน้ำร้อนหลายๆ เครื่อง ในขณะที่อีกสองสายถูกนำไปใช้กับดวงไฟและปลั๊ก ไฟเพียงไม่กี่จุดเช่นนี้แล้วสายที่มีปริมาณการใช้งานสูงก็จะทำให้ต้องเสียค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูง และ ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาของการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวเพื่อให้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในแต่ละสายเฉลี่ยใกล้เคียง กันหรือสมดุลกัน จะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งาน ป้องกันไม่ให้สายไฟบางสายต้องรับ ภาระในการใช้งานมากเกินไป ทำให้เกิดความปลอดภัยในการใช้งานและช่วยให้สามารถประหยัดค่า ไฟฟ้าอย่างได้ผลดีอีกด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญและควรต้องระวังอย่างยิ่งก็คือ การแยกระบบไฟฟ้า 3 เฟสออกเป็น 3 ชุดเพื่อนำไปใช้งานตามจุดต่างๆ นั้น สายไฟแต่ละคู่ที่เดินไว้สำหรับการใช้งานตามจุดต่างๆ นั้นจะต้องเป็นระบบไฟฟ้าเฟสเดียวเท่านั้น นั่นคือสายไฟแต่ละคู่ที่เดินแยกออกมาจะต้องมีสายไฟ เพียงเส้นเดียวเท่านั้นที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ ส่วนอีกเส้นหนึ่งจะต้องไม่มีกระแสไฟฟ้า เป็นอย่าง นี้คู่กันเสมอ และจะต้องไม่เดินสายที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ทั้ง 2 เส้นคู่กันเป็นอันขาดเพราะจะทำ ให้แรงดันไฟฟ้า ณ จุดนั้นกลายเป็น 380 โวลต์ ซึ่งจะมีผลทำให้ดวงไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ใช้งาน ณ จุดนั้นเกิดการชำรุดเสียหาย และยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้อีกด้วย ฉะนั้นหลัง จากการเดินสายไฟภายในบ้านควรมีการทดลองสายไฟที่เดินไว้ตามจุดใช้งานทุกจุดอย่างถี่ถ้วนว่าเป็น ระบบไฟฟ้าเฟสเดียวเพื่อป้องกันปัญหาและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

การเลือกซื้อเครื่องสุขภัณฑ์

Posted on March 24, 2009
Filed Under การเลือกซื้อบ้านและวัสดุอุปกรณ์ | Leave a Comment

การเลือกซื้อเครื่องสุขภัณฑ์
เครื่องสุขภัณฑ์ เป็นอุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกและอำนวยประโยชน์ และยังใช้เป็น
เครื่องประดับหรือเฟอร์นิเจอร์ให้กับห้องน้ำได้ด้วย ปัจจุบันมีการดีไซน์ รูปลักษณ์ที่สวยงาม แปลก
ตา ตลอดจนมีสีให้เลือกมากมาย แต่การเลือกใช้ก็ควรให้เหมาะสมกับสถานที่ด้วย
การเลือกซื้อเครื่องสุขภัณฑ์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ต้องมีอายุการใช้งานยาวนาน เพราะหาก
เกิดการชำรุดเสียหายบ่อยครั้งแล้ว การเปลี่ยนแต่ละครั้งต้องใช้ค่าใช้จ่ายมาก ดังนั้นจึงเสนอแนะ
เทคนิคการเลิกซื้อเครื่องสุขภัณฑ์ ดังนี้

การเลือกซื้อชักโครก
ชักโครกในปัจจุบันมีการพัฒนาให้ใช้น้ำน้อยลง แต่ยังคงประสิทธิภาพในการชำระล้าง
เช่นเดิม จึงช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 30% ของการชำระล้างแต่ละครั้ง แต่การใช้น้ำน้อยที่สุดไม่ได้
หมายความว่าการชำระล้างจะดีที่สุดเสมอไป ดังนั้นจึงต้องพิจารณาหลายอย่างในการเลือกซื้อชัก
โครก ซึ่งมีหลักสำคัญคือ
1.ขนาดของท่อประปาที่เชื่อมต่อเข้าตัวสุขภัณฑ์ ควรมีขนาดตรงกับประเภทของสุขภัณฑ์
ที่ใช้ เช่น ชักโครกฟลัช วาล์ว ต้องเดินท่อประปาขนาด 1 นิ้ว ส่วนรุ่นที่ใช้ถังพักน้ำจะต้องเดินท่อ
ประปาขนาด ? นิ้ว
2.ระยะการวางท่อประปาและท่อน้ำทิ้งควรเหมาะสมกับรุ่นของสุขภัณฑ์ด้วย
3.อุปกรณ์ประกอบร่วม เช่น หน้าแปลนชักโครก เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ตำแหน่งการติด
ตั้งชักโครกแม่นยำยิ่งขึ้น และยังช่วยขจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ที่เกิดจากการติดตั้งไม่ตรงกัน
ระหว่างตำแหน่งท่อน้ำทิ้งและท่อของส้วมอีกด้วย และที่สำคัญอุปกรณ์ในหม้อน้ำพักของชักโครก
ควรใช้ให้ตรงกับข้อกำหนดเฉพาะของสุขภัณฑ์รุ่นนั้น ๆ หรือยี่ห้อนั้น ๆ ด้วย
4.ตรวจดูสภาพภายนอกของตัวชักโครก ต้องไม่มีรอยแตกร้าว หรือบิ่น ตลอดจนดูความ
สวยงาม ความประณีต โดยสุขภัณฑ์ที่มีราคาแพง ไม่น่าจะพบปัญหาลักษณะนี้
5.ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรให้ผู้ขายทดลองการชะล้าง ของโถชักโครก โดยใส่กระดาษทิชชู่
หรือเศษผ้าลงไป สังเกตว่าสิ่งเหล่านั้นลงไปได้อย่างสะดวกหรือไม่ และต้องตรวจดูอุปกรณ์ชุดลูก
ลอยว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อยหรือไม่ เช่น โซ่ไม่หลุด ลูกลอยน้ำอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานหรือไม่ ฝา
รองนั่งโถส้วมต้องอยู่ในสภาพดี

โถปัสสาวะชาย ปัจจุบันในท้องตลาดมีโถปัสสาวะชายจำหน่ายทั้งประเภทที่มี
แอ่งน้ำกันกลิ่นในตัวและไม่มีแอ่งน้ำนกลิ่น หากเลือกซื้อประเภทไม่มีแอ่งน้ำกั้นกลิ่นก็ควรซื้อ
อุปกรณ์ หรือข้อต่อกันกลิ่นเพิ่ม และที่สำคัญควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาวะการใช้งานและขนาด
ของพื้นที่ของห้องน้ำของคุณอีกด้วย
ตู้อาบน้ำหรือฉากกั้นอาบน้ำในการออกแบบห้องน้ำสมัยใหม่ เพื่อให้สอดคล้อง
กับชีวิตประจำวัน ด้วยการแบ่งแยกส่วนเปียกออกจากส่วนแห้ง ที่นอกจากการใช้งานภายฝนห้อง
น้ำเป็นไปอย่างสะดวกด้วยแล้ว ยังช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากการลื่นหกล้มการเลือกซื้อก็ควรเลือก
จาก
1.พื้นผิวของฉากกั้นอาบน้ำควรทำจากอะคริลิค เพราะมีคุณสมบัติไม่เก็บความชื้น และมี
ความคงทนนาน
2.แถบแม่เหล็กเปิด-ปิด ควรเลือกประเภทที่มีแถบเหล็กตลอดแนวทั้งสองด้าน และช่วย
เพิ่มแรงดึงดูดให้แนบสนิท จนน้ำไม่สามารถซึมผ่านได้
3.ล้อเลื่อนที่ดีควรเลือกที่ผลิตจากสแตนเลสจะได้ไม่เป็นสนิมและการเลื่อนเปิดปิดก็เป็น
ไปด้วย ความราบเรียบ ไม่มีเสียงรบกวน

เทคนิค การทำให้บ้านเย็นด้วยวิธีธรรมชาติ

Posted on March 24, 2009
Filed Under ออกแบบและตกแต่งบ้าน | Leave a Comment

  • ดังที่ทราบกันอยู่ว่า อากาศในบ้านเรานั้น มักจะค่อนไปทางร้อนอบอ้าวเสียเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากเราเป็นประเทศในเขตร้อน แม้แต่ในฤดูฝนซึ่งมีฝนตกลงมาให้เย็นชุ่มฉ่ำกันบ้าง แต่ในวันที่ไม่มีฝนหรือวันที่ฝนใกล้ตกนั้น สภาพอากาศก็มักจะร้อนอบอ้าวไม่ต่างอะไรจากหน้าร้อนสักเท่าใด วิธีหนีร้อนที่บ้านเรือนส่วนใหญ่มักใช้กันในสมัยนี้ก็คงหนีไม่พ้นการติดเครื่องปรับอากาศหรือการใช้พัดลมมาช่วยคลายร้อน ช่วงไหนที่อากาศร้อนมาก ก็ย่อมหมายถึงตัวเลขที่น่าสยองขวัญ ซึ่งจะมาปรากฎในบิลค่าไฟฟ้าที่คุณต้องจ่ายในแต่ละเดือนนั่นเอง

    เริ่มด้วย การจัดวางทิศทางของบ้านตามหลักการรับลมหลบแดด คือหันด้านยาวของบ้านในแนวทิศเหนือใต้ เพื่อหลบแสงตะวันที่จะทำให้พื้นที่ต่างๆด้านทิศตะวันตกและตะวันออกเกิดความร้อนเพิ่มมากขึ้น และช่วยให้ลมพัดเข้าบ้านได้ดีในฤดูร้อน (ลมมาจากทางทิศใต้และตะวันตกเฉียงใต้) ลองหันมาสำรวจบ้านของคุณเองกันสักทีจะดีกว่า ว่าเราจะสามารถปรับปรุงบ้านของเราให้เย็นสบาย ด้วยวิธีธรรมชาติได้อย่างไรบ้าง

    การปรับปรุงภายในบ้าน

  • หน้าต่าง ผ้าม่านมูลี่ ช่องหน้าต่างที่อยู่ทางทิศตะวันตก-ตะวันออกนี้ ควรติดตั้งมู่ลี่ปรับแสง เพื่อใช้กระจายแสง และสะท้อนความร้อนออกได้ส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ การใช้ผ้าม่านที่หน้าต่างแบบต่างๆ ก็ช่วยสร้างความเป็นส่วนตัว บดบังสายตาจากคนภายนอก ป้องกันแสงแดด และความร้อนเข้าสู่พื้นที่ภายในห้อง
    ไปส่วนหนึ่ง
  • สกายไลท์(skylight) หรือช่องแสงที่หลังคา ควรให้มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อป้องกันความร้อนที่จะผ่านเข้ามาจากหลังคา และควรมีการป้องกันแสงด้วยการติดตั้งมู่ลี่เกล็ดปรับมุมได้ ซึ่งอาจจะควบคุมด้วยไฟฟ้า เพื่อบังแดดที่จะส่องเข้ามาทางนี้ สกายไลท์มีส่วนช่วยทำให้เกิดการไหลเวียนของอากาศ (ventilation) โดยใช้กระแสพาความร้อน แต่ถ้าช่องแสงนี้ใหญ่มากก็จะทำให้ภายในห้องร้อนมาก จากความร้อนที่ผ่านเข้ามาทางกระจกสกายไลท์นั่นเอง

  • เทศนิคการระบายอากาศ (ventilations) เป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับสภาพอากาศของบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง โดยให้อากาศที่สดชื่น จากภายนอกไหลเวียนเข้ามาภายในบ้าน และระบายอากาศที่ร้อนอ้าวภายในออกไป โดยการเปิดช่องหน้าต่างสองด้านของห้อง เทคนิคนี้จะทำให้ความเร็วลมที่ไหลเข้ามาในห้องเพิ่มขึ้น เมื่อช่องทางที่ลมเข้านั้นมีขนาดเล็ก และอยู่ต่ำ ส่วนช่องทางที่ลมไหลออกนั้นให้มีขนาดใหญ่กว่า และอยู่สูงกว่าก็จะทำให้ลมพัดผ่านคนที่อยู่ภายในห้อง

  • การติดตั้งฉนวนกันความร้อนลงไปที่ผนังและหลังคา ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลในการทำบ้านให้เย็น โดยเฉพาะห้องที่เราติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ฉนวนที่ผนังจะช่วยเก็บความเย็นภายในห้องไว้ได้นาน และป้องกันความร้อนจากภายนอกที่จะส่งผ่านเข้ามาทางหลังคา และผนัง โดยเฉพาะการติดฉนวนที่ฝ้าเพดาน และแผ่นสะท้อนความร้อนที่หลังคา ก็จะช่วยสะกัดกั้นความร้อนที่จะเข้าสู่ตัวบ้านไปได้มาก ฉนวนกันความร้อนที่มีค่าการต้านทานความร้อนมากๆ ก็จะป้องกันความร้อนได้มากกว่า

  • การใช้อุปกรณ์เครื่องไฟฟ้าเพื่อทำให้บ้านเย็น ได้แก่ การใช้พัดลม และเครื่องปรับอากาศ ในบ้านเรามีความชื้นสัมพัทธ์ที่สูง 70-80% เกือบตลอดปี จึงเป็นการยากที่เราจะใช้เทคนิคของการระบายอากาศโดยธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว เครื่องปรับอากาศและพัดลมจึงเป็นอุปกรณ์ที่เราจำเป็นต้องมีไว้ เพื่อช่วยคลายร้อนให้ในค่ำคืนที่ร้อนอบอ้าวเพราะฝนใกล้ตก และในช่วงฤดูร้อน ดังนั้น ในการติดเครื่องปรับอากาศนั้น ขอฝากข้อแนะนำเล็กน้อยๆ ดังนี้คือ

    - เครื่องปรับอากาศต้องมีขนาดเหมาะสมกับห้อง ไม่เล็กเกินไป เพราะจะทำให้การทำความเย็นไม่เพียงพอ ทำให้เรารู้สึกอบอ้าวและเครื่องทำงานหนัก เครื่องต้องไม่มีขนาดใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้เปลืองไฟฟ้า และห้องมีความเย็นมากเกินไปอาจเป็นหวัดได้
    - ห้องที่ปรับอากาศควรปิดให้สนิทเพื่อป้องกันความเย็นไม่ให้รั่วไหลออกมาภายนอกซึ่งจะทำให้เครื่องทำงานหนัก ควรปรับการไหลเวียนของอากาศภายในห้อง ด้วยการใช้เครื่องปรับอากาศที่มีบานเกล็ดปรับกระจายลมได้หลายทิศทางซึ่งจะหมุนเวียนอากาศอยู่ตลอดเวลา
    - หมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศในส่วนของแผงกรองฝุ่นเพื่ออนามัยที่ดีของทุกคน

  • การปรับปรุงภายนอกบ้าน
  • ต้นไม้ เป็นอุปกรณ์บังแดดทางธรรมชาติ ที่เป็นมิตรกับสภาพแวดล้อมได้อย่างดีที่สุด ควรปลูกไม้ที่ให้ร่มเงาเช่นมะม่วง จำปี ฯลฯ ไว้ทางทิศตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ เพราะไม้มีพุ่มใบหนา ให้ดอกผลป้องกันแดดได้
    ดี ส่วนทิศเหนือควรปลูกไม้พุ่มเตี้ยเพื่อจะได้ไม่บังลม และสร้างความร่มรื่น ต้นไม้ที่มีใบเล็กละเอียดสามารถกรองซับความจ้าของแสงและสะท้อนความร้อนไปได้ส่วนหนึ่ง เช่น ต้นแก้ว ต้นเข็ม เป็นต้น และยังใช้เป็นไม้ประดับสวนได้ดีอีกด้วย

  • ความยาวของชายคาบ้าน ทางทิศเหนือนั้นจัดว่าได้รับแสงจ้าน้อยกว่าทิศอื่นๆ จึงไม่จำเป็นต้องมีชายคายาวมากเพียง 0.80-1.00 เมตรก็เพียงพอ แต่สำหรับทิศใต้นั้นในฤดูหนาวดวงอาทิตย์จะทำมุมต่ำทำให้หน้าต่างด้านนี้ต้องการชายคาคลุมยาวขึ้น อย่างน้อยควรให้ชายคายาว 1.20-1.50 เมตรหรือมากกว่านี้ ถ้าชายคาตัดสั้นกว่า 1.00 เมตรควรพิจารณาใช้กันสาดบังแดดที่หน้าต่างเพื่อให้ร่มเงากับหน้าต่างให้มากที่สุด ห้องจะได้ไม่ร้อน ส่วนทิศตะวันออกและตะวันตกนั้น ความยาวของชายคาอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างร่มเงาบนผนังและช่องหน้าต่างได้ เพราะแดดในทิศนี้ทำมุมต่ำมาก เราอาจเสริมด้วยกันสาดหรือแผงบังแดดในลักษณะต่างๆ ตามความเหมาะสม

  • ผนังบ้าน การเลือกใช้วัสดุทำผนังที่มีความหนามาก เพื่อช่วยหน่วงให้ความร้อนผ่านเข้าสู่ภายในห้องได้ช้าลง ก็เป็นสิ่งที่น่าจะพิจารณาอยู่เหมือนกัน เพราะผนังแบบนี้เราเรียกว่าเทอร์มอล แมส (thermal mass) เช่น ผนังอิฐหนาสองชั้น ผนังคอนกรีตที่หนาและหนัก ผนังแบบนี้จะร้อนช้าและเย็นช้าเมื่อได้รับความร้อน เนื่องจากมวลของวัสดุที่หนาหนัก และในทางตรงกันข้ามโครงสร้างที่เบาได้แก่ผนังโครงคร่าวไม้หรือเหล็ก จะมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ โดยผนังจะร้อนเร็วเมื่อได้รับความร้อนและทำให้เย็น โดยการคายความร้อนออกในเวลากลางคืนได้รวดเร็วกว่าซึ่งจะเหมาะกับ อากาศร้อนแบบบ้านเราที่อุณหภูมิช่วงกลางวันและกลางคืนไม่แตกต่างกันมากนัก
    ดังนั้น ในฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัดเมื่อเราสร้างบ้านด้วยผนังที่มีความหนามาก ผนังจะบรรจุความร้อนไว้เป็นจำนวนมากในเวลากลางวัน และทำให้เกิดความร้อนอ้าวในเวลากลางคืน (เพราะผนังหนาๆ นั้นคายความร้อนออกมาสู่อากาศที่เย็นกว่าในเวลากลางคืน) เราจึงรู้สึกอึดอัดและไม่สบายตัว ปัญหาของผนังหนาแบบนี้ เราสามารถป้องกันได้ โดยสร้างร่มเงากับผนังให้มากที่สุด ทั้งโดยการปลูกต้นไม้ และโดยการสร้างอุปกรณ์บังแดด

  • การใช้สีทาบ้าน การใช้กระเบื้องหลังคาสีอ่อนๆ และทาสีบ้านด้วยสีที่อ่อนสว่าง ก็เป็นเทคนิคง่ายๆ อย่างหนึ่งในการช่วยสะท้อนความร้อนออกไปจากตัวบ้าน เทคนิคของสีอ่อนนี้ช่วยลดอุณหภูมิที่พื้นผิวของบ้าน ซึ่งจะรวมไปถึงการนำความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผนังด้านทิศตะวันตกและตะวันออก ส่วนบ้านเรือนที่อยู่ในเขตอบอุ่นที่มีฤดูหนาวหนาวจัด มักทาสีอาคารด้วยสีมืดทึมทั้งผนังและหลังคาเพื่อช่วยดูดซับความร้อนไว้ทำให้อาคารอุ่นขึ้น

  • การสเปรย์น้ำขึ้นไปบนหลังคาในช่วงที่อากาศร้อนจัด เช่น ในเดือนเมษายน เพื่อลดความร้อนที่หลังคาโดยการระเหยของน้ำ วิธีนี้เหมาะกับอากาศที่มีความชื้นไม่สูง ต่ำกว่า 75% เพราะจะทำให้ไอน้ำระเหยได้ดี และช่วยพาความร้อนออกไปจากหลังคา ส่วนน้ำที่ใช้ไปแล้วก็สามารถรองเก็บไว้ใช้หมุนเวียนได้อีก

    เทคนิคที่กล่าวถึงเหล่านี้ก็เป็นที่นิยมใช้สำหรับภูมิอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรา และเพื่อให้เราประหยัดค่าไฟฟ้ามากที่สุดก็ควรจะทำให้ผนังบ้านของเราอยู่ในร่ม และไม่เปียกฝน หรือชื้น เพื่อลดการใช้เครื่องปรับอากาศลง และสร้างสรรค์สภาพแวดล้อมที่ดีให้กับโลกค่ะ…

    แหล่งที่มา homedd

  • โครงการร่วมลงทุน (Joint Venture) เจ้าของที่ดินกับบริษัทรับสร้างบ้าน โมเดลธุรกิจใหม่อีกทางเลือกของการลงทุน

    Posted on March 22, 2009
    Filed Under มีนาคม 52 | Leave a Comment

    กรุงเทพฯ–19 มี.ค.–โอเอซิส มีเดีย

             
             สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ผู้ที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนต้องรอบรู้ และมีความชำนาญจริง ๆ จึงจะสามารถพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพ สามารถนำเสนอต่อกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงไปตรงมา และตรงความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค หลายคนอยากจะลงทุนแต่ติดปัญหาที่ขาดความรู้ความเข้าใจ จึงไม่มั่นใจว่าลงทุนแล้วจะประสบความสำเร็จหรือไม่
             โดยทั่วไปผู้ที่ต้องการจะลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นด้วยการมีที่ดินอยู่แล้ว หรือซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการขึ้นมา แต่ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่เป็นอีกหนึ่งโมเดล และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้กับสถานการณ์ปัจจุบันได้เช่นกัน นั่นก็คือ การลงทุนร่วม (Joint Venture) ระหว่างเจ้าของที่ดิน และ บริษัท รับสร้างบ้านซึ่งมีความชำนาญด้านการก่อสร้าง และการวางแผนงานด้านการตลาด
    สำหรับในส่วนของเจ้าของที่ดินสามารถทำได้ทั้งในนามของบุคคล หรือนิติบุคคลก็ได้ โดยเจ้าของที่ดินที่ต้องการขายที่ดินได้ในราคาที่สูงขึ้นสามารถใช้วิธีการร่วมลงทุนแบบนี้ ขณะเดียวกันในฝั่งของบริษัท รับสร้างบ้านเองที่จะเข้ามาร่วมลงทุนควรเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงด้านฐานะทางการเงินพอสมควร และ มีประสบการณ์ด้านงานก่อสร้างเป็นอย่างดี รวมถึงสามารถวางแผนและจัดการในเรื่องของการตลาด และสินเชื่อลูกค้ารายย่อย หรือ Post Finance กับสถาบันการเงินได้ ส่วนการลงทุนในเบื้องต้นส่วนใหญ่เจ้าของที่ดินจะเป็นผู้ลงทุนในส่วนของสาธารณูปโภคส่วนกลาง อาทิ ถนน ระบบไฟฟ้า ประปา ฯลฯ ส่วนบริษัท รับสร้างบ้านจะลงทุนในด้านของการก่อสร้างบ้านตัวอย่าง บุคลากร งบประมาณด้านการตลาด
             ในส่วนของรูปแบบโครงการสามารถทำได้ 2 วิธีคือการสร้างเสร็จก่อนขาย หรือ การทำในลักษณะของบ้านสั่งสร้าง ซึ่งที่ผ่านมาการทำบ้านสั่งสร้างจะดีกว่าในแง่ของการไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก การขายที่ดินจะทำไปพร้อม ๆ กับการขายบ้านโดยแยกออกเป็นสองสัญญา ซึ่งเจ้าของที่ดินจะสามารถรับรู้รายได้เป็นรายแปลงที่ขายได้ ขณะที่บริษัทรับสร้างบ้านจะต้องทำการก่อสร้างและรับรู้รายได้ตามงวดงานก่อสร้างในแต่ละหลัง ซึ่งในส่วนของงานก่อสร้างจะเป็นลักษณะของการสั่งสร้าง ลูกค้าสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้คล่องตัวกว่าโครงการจัดสรรทั่วไป รวมถึงสามารถเลือกรายการวัสดุก่อสร้างได้หลากหลายกว่า
             วิเคราะห์ข้อดีข้อด้อยระบบ Joint Venture
             โมเดลใหม่ของเจ้าของที่ดินและบริษัทรับสร้างบ้าน
             ระบบ Joint Venture หลัก ๆ ถือว่าได้ประโยชน์ทั้งเจ้าของที่ดิน และตัวบริษัทรับสร้างบ้าน โดยในส่วนของเจ้าของที่ดิน จะสามารถขายที่ดินได้ในราคาที่สูงกว่าการขายแบบยกแปลง เพราะถือเป็นการขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง เพียงแต่การรับรู้รายได้จะต้องรอการขายเป็นแปลง ๆ แทนที่จะสามารถรับรู้รายได้ทั้งหมดทีเดียว ส่วนผู้บริโภคเองจะได้ราคาบ้านและที่ดินที่ถูกกว่า เนื่องจากไม่มีการบวกกำไรการลงทุนซื้อที่ดิน และบ้านจะสร้างโดยบริษัทรับสร้างบ้านโดยตรง นอกจากนี้การร่วมทุนจะไม่ต้องซื้อที่ดินก่อน สามารถลดภาระในเรื่องของต้นทุนดอกเบี้ยทำให้สามารถกำหนดราคาขายได้ต่ำกว่า ขณะเดียวกันผู้บริโภคสามารถเลือกแบบบ้านได้หลากหลาย ปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอย รวมถึงการเลือกเปลี่ยนวัสดุอื่น ๆ ได้คล่องตัวมากกว่า และยังสามารถมีส่วนร่วมตั้งแต่งานก่อสร้างฐานรากถึงการมุงหลังคา ปูกระเบื้อง เป็นต้น
             ในส่วนของข้อด้อยหลัก ๆ ของการ Joint Venture ก็คือ เจ้าของที่ดินไม่สามารถรับรู้รายได้ภายในครั้งเดียวต้องรอการขายที่ดินเป็นแปลง ๆ พร้อมกับการขายบ้าน ขณะเดียวกันระบบดังกล่าวเจ้าของที่ดินต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนาที่ดินร่วมกับบริษัทรับสร้างบ้านโดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงในด้านการลงทุนเช่นกัน ขณะที่ในส่วนของผู้บริโภคเอง เนื่องจากโครงการเป็นบ้านแบบสั่งสร้าง ทำให้หากโครงการดังกล่าวมีการขายที่ไม่ต่อเนื่อง ผู้บริโภคก็จะถูกรบกวนจากการก่อสร้างหากเข้าไปอยู่ระหว่างที่มีการก่อสร้างหลังอื่น ๆ
             ด้านนายปราโมทย์ ธีรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฟร์พัฒนา จำกัด เปิดเผยว่า ระบบของ Joint Venture ระหว่างเจ้าของที่ดินกับบริษัทรับสร้างบ้านเป็นโมเดลทางธุรกิจที่ดี เพราะเป็นการนำข้อดี ของแต่ละฝ่ายมาผนวกเข้าด้วยกัน ผู้บริโภคเองก็ได้ประโยชน์จากบ้านที่มีคุณภาพ เจ้าของที่ดินขายที่ดินได้ ในราคาที่ดี ขณะที่บริษัทรับสร้างบ้านบริหารงานได้ง่ายเนื่องจากอยู่ในสถานที่เดียวกัน ต้นทุนด้านการก่อสร้างก็ถูกกว่า
             “การทำ Join Venture ลดความเสี่ยงได้หลายเรื่อง โดยเฉพาะการกู้เงินสถาบันการเงินเพื่อมาลงทุน เหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่การทำธุรกิจมีความยากขึ้น ซึ่งในอนาคตคาดว่าน่าจะได้รับความสนใจจากเจ้าของที่ดินที่ต้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับที่ดินของตนเอง” นายปราโมทย์ กล่าว
             นายปราโมทย์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาบริษัทฯ ทำโครงการแบบ Joint Venture มาแล้ว 2 โครงการ คือ โครงบ้านบ้านชื่นรัชดา ย่านถนนรัชดาตัดกับประชาชื่น ซี่งสามารถปิดโครงการได้เรียบร้อยแล้ว และอีกโครงการคือ โครงการบ้านบุษบา ย่านถนนติวานนท์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเปิดขายโครงการ โดยโครงการประเภทนี้ถือเป็นรูปแบบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อีกแนวทางหนึ่งที่ให้เจ้าของที่ดินแปลงใหญ่ไม่ต้องขายที่ดินแบบยกแปลงและได้ราคาต่ำได้มีโอกาสขายที่ดินในราคาสุดท้ายถึงผู้ซื้อรายย่อย และผู้บริโภคได้บ้านพร้อมที่ดินในราคาที่ไม่แพง ส่วนโครงการแบบ Joint Venture จะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับศักยภาพของทำเลที่ดิน และบริษัทรับสร้างบ้านที่เข้ามาทำโครงการร่วมกันว่ามีประสบการณ์ในการทำงานมากน้อยเพียงใด

             ข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ บริษัท โอเอซิส มีเดีย จำกัด โทร.0-2937-4735
             คุณศรัญญรัตน์ 081-423-4121 / คุณชัชวาล 081-626-3095 / คุณปิยะพร 081-561-1134
             Email :, saranyarat@oasismedia.co.th, chatchaval@oasismedia.co.th,          
    piyaporn@oasismedia.co.th

    ฮวงจุ้ยเลขที่บ้าน

    Posted on March 22, 2009
    Filed Under ฮวงจุ้ยบ้านและที่ดิน | Leave a Comment

    ฮวงจุ้ยเลขที่บ้าน
    บ้านหรือที่ทำงาน ร้านค้านั้น เป็นสถานที่ซึ่งมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตัวบุคคล บางครั้ง เมื่อดวงชะตาเจ้าบ้านอ่อนลง การหันมาปรับแก้ที่ดวงของบ้านก็จะช่วยได้เป็นอย่างมาก หากต้องการจะรู้ว่า เมื่อใดที่ดอ่อนลงก็ให้สังเกตดังนี้ เกิดเจ็บป่วยบ่อยๆ หรือป่วยหนักกว่าปกติธรรมดา
    1. เกิดอุบัติเหตุกับคนในบ้าน
    2. ถูกโจรขโมยขึ้นบ้าน
    3. บ้านเกิดชำรุดหักพังลงมา
    4. เงินทองติดขัดจนลำบาก
    5. การงานผิดพลาดล้มเหลว หรือตกงาน
    6. เกิดความขัดแย้งรุนแรงในบ้าน จนหมดความสงบสุข
    7. ทำสิ่งใดมักติดขัดต่อเนื่องกันหลายเรื่อง

    ดวงของบ้าน เกี่ยวกันกับเรื่องของเลขที่บ้าน ซึ่งเป็นเลขพลังของดาวพระเคราะห์ ในเชิงโหราศาสตร์ นั่นเอง ในที่นี้จะนำเสนอเลขที่บ้านจาก 1-100 เท่านั้น ถ้าบ้านของท่านมีเลยที่ 101 ก็ให้ดูคำทำนายที่เลข 11 และเลข 2 แล้วให้ดูคำทำนายทั้งสองตัวเลขนั้น )

    วิธีการ ถ้าเลขที่บ้าน 123/45 ให้นำเลขทั้งหมดมาบวกกัน ซึ่งจะจะได้เลข 2 หลัก คือ 1+2+3+4+5 = 15 นำเลข 15 มาบวกกัน 1+5 = 6 ให้ดูคำทำนาย ทั้งเลข 15 และ เลข 6 มาตรวจดูกันสิว่าบ้านเราได้เลยอะไร ความหมายตามเลขนี้เลยนะคะ

    1 ตัดแต่งต้นไม้ เก็บของสีแดง สีส้มไว้ชั่วคราว ใช้สีอ่อนๆ ให้มากขึ้น ตัดแต่งต้นไม้ เก็บของสีแดง สีส้มไว้ชั่วคราว ใช้สีอ่อนๆ ให้มากขึ้น
    2 ตั้งอ่างบัว ตู้ปลา ปลูกไม้น้ำ บูชาเจ้าแม่กวนอิม ล้างตู้ปลา อ่างบัวให้สะอาด เปลี่ยนน้ำใหม่
    3 ใช้ของแต่งบ้านสีเหลืองทอง สีชมพู แขวนกระดิ่งลม ปลูกไม้ใบ ไม้ดอก ใช้สีอ่อนๆ ให้มากขึ้น แต่งบ้านด้วยของสวยๆ งามๆ เก็บมีด ของมีคมให้มิดชิด
    4 ติดรูปเกี่ยวกับธรรมชาติ แต่งบ้านด้วยสิ่งของสีเขียว เลี้ยงสัตว์ ตัดแต่งจัดระเบียบแต่งไม้ เลี้ยงนก เลี้ยงปลา
    5 บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามที่ศรัทธา ตั้งชั้นหนังสือ ปลูกไม้ดอกสีขาว บริจาคหนังสือ เลี่ยงสีแดงแก่ เทาอ่อน ม่วงอ่อน
    6 แต่งบ้านด้วยของเก๋ๆ และเครื่องอำนวยความสะดวก ปลูกต้นไม้ ขจัดสิ่งของสีเขียวตองอ่อนในช่วงมีเคราะห์ ปลูกต้นไม้ดอกหอมให้มากขึ้น เช่น กุหลาบ โมก แก้ว เลี้ยงปลาเงินปลาทอง
    7 แต่งบ้านด้วยไม้ และสีเอิร์ธโทนขรึมๆ จัดบ้านอย่าให้รก อย่าให้มีสัตว์รบกวนต่างๆ เช่น หนู มด แมลงสาบ ปลูกต้นไม้ให้มาก
    8 ประดับด้วยภาพมงคล หรือภาพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบ้านให้สว่าง สะอาด อย่าปล่อยให้รกและอับทึบ
    9 เปิดเพลงกล่อมบ้าน เพิ่มสีสันชีวิตชีวาให้บ้าน จัดบ้านให้สะอาด และโล่งโปร่งให้มากที่สุด
    10 ปลูกดอกไม้สีแดง สีเหลือง อย่าปล่อยให้บ้านร้อนเกินไปลดการใช้เครื่องไฟฟ้า
    11 ตั้งอ่างบัว อ่างน้ำพุ ตู้ปลา ปัดกวาดบ้าน ทำความสะอาดหิ้งพระ ทำบุญบ้าน
    12 จัดแต่งบ้านให้ลงตัว อย่าเปลี่ยนบ่อย เลี้ยงสัตว์ งดการแก้ไขซ่อมแซมบ้าน
    13 ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีส่วนประกอบเป็นเหล็ก ตรวจดูฮวงจุ้ยแล้วแก้ไขส่วนบกพร่อง
    14 ปลูกไม้มงคลต่างๆ เช่น โป๊ยเซียน ว่าน ใช้สีไขไก่ สีอ่อนๆ ตกแต่งบ้าน จัดระเบียบห้องทำงาน หรือสร้างมุมทำงานให้เรียบร้อย
    15 ปลูกต้นไม้มงคล ติดกระดิ่งโมบายล์ ที่หน้าต่าง จัดหนังสือให้เป็นระเบียบ ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในบ้าน ลดสิ่งของสีม่วงอ่อน
    16 แต่งบ้านด้วยงานไม้ และของเก่า แต่งบ้านด้วยสีแดงแก่ ทำความสะอาดบ้านและหิ้งพระ
    17 ปลูกต้นไม้มากๆ แต่งบ้านด้วยงานไม้ แต่งบ้านด้วยโทนสีฟ้า สีอ่อนๆ
    18 แต่งบ้านด้วยสิ่งของที่ดูขรึม ขลัง ไม่คิขุ จัดบ้านใหม่อย่าให้รก และอับทึบ นำของเก่าๆ ออกบริจาค
    19 จัดบ้านให้สว่าง เพิ่มสีสันชีวิตชีวาให้บ้าน หาสิ่งของที่แสดงเกียรติยศ และความน่าเชื่อถือมาแต่งบ้าน
    20 ตั้งอ่างบัว อ่างน้ำพุ ตู้ปลา เปลี่ยนน้ำตู้ปลา อ่างบัวใหม่ให้ใสสะอาด
    21 จัดบ้านให้สวยงามลงตัว ปลูกต้นไม้ แก้ ฮวงจุ้ย
    22 แต่งบ้านให้เก๋ๆ ปลูกไม้น้ำ อ่างบัว ปลาตู้ หาสิ่งของสีเขียว สีขาว สีนวลๆ มาแต่งบ้าน
    23 ปลูกไม้ที่มีดอกหอม หาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าบ้านไว้บูชา
    24 ปลูกไม้ดอกหอม ติดกระดิ่งลมที่หน้าต่าง หาสิ่งของโทนสีเขียวมาแต่งบ้านให้มากขึ้น
    25 ปลูกต้นไม้มากๆ แต่บ้านด้วยของสวยๆ งามๆ จัดบ้านให้สะอาด เก็บของเก่าชำรุดทิ้งให้หมด
    26 เปิดหน้าต่างให้บ้านสว่างและมีอากาศถ่ายเท ติดตั้งโคมไฟสีชมพูหรือม่วงอ่อนๆ เพิ่มขึ้น
    27 แต่งบ้านด้วยงานไม้ ปลูกไม้ใบ ปัดกวาดบ้านให้สะอาดโปร่งโล่งกว่าเดิม หมั่นไหว้เจ้าที่
    28 เปิดไฟให้สว่าง เปิดหน้าต่างให้บ้านโปร่ง นำของในบ้านออกบริจาค
    29 จัดวันสังสรรค์ระหว่างสมาชิกในบ้านบ้าง หมั่นไว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในบ้าน
    30 ปลูกไผ่ โป๊ยเซียน และต้นไม้ดอกเหลือง ตรวจดู ฮวงจุ้ยบ้านแล้วแก้ไขส่วนที่บกพร่อง
    31 จัดบ้านแนวสมัยใหม่ จัดให้มีตู้หรือชั้นหนังสือ หน้าบ้าน ชวนคนในบ้านร่วมกันไปทำบุญ
    32 ดูแลบ้านให้ดีอย่าให้มีจุดชำรุด แตกร้าว รั่วซึม จัดหนังสือจัดของให้เป็นระเบียบ
    33 จัดบ้านให้สดใสมีสีสันมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ หาโป๊ยเซียน ส้มจี๊ด น้อยหน่า มาปลูก
    34 แต่งบ้านด้วยงานไม้ นั่งสมาธิ
    35 จัดบ้านให้สวยงามลงตัว เปิดบ้านให้สว่างไสว สะอาด ไม่รก
    36 ตั้งอ่างบัว ปลูกไม้มงคล หมั่นไหว้พระที่บ้าน หมั่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง
    37 จัดบ้านให้ร่มเย็น สดชื่น มีชีวิตชีวา ทิ้งของเก่า แตกหัก ตัดต้นไม้แห้งตาย งดเว้นสีดำชั่วคราว
    38 จัดบ้านให้ดูโปร่งโล่ง และครัวให้สะอาด นำของเสียออกบริจาค แก้ไขของชำรุดในบ้าน
    39 ปลูกโป๊ยเซียน กุหลาบ ไผ่ ส้มจี๊ด มะนาว หมั่นไหว้เจ้าที่เจ้าทาง
    40 แต่งบ้านโทนสีเขียว ซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรง ดูฮวงจุ้ยแล้วแก้ไขส่วนบกพร่อง
    41 แต่งบ้านด้วยสิ่งของสีเขียว ต้นไม้ ทำบุญ ซื้อของใหม่เข้าบ้าน เช่น เก้าอี้ เปิดหน้าต่างให้ปลอดโปร่งกว่าเดิม
    42 ปลูกไม้มงคล แต่งบ้านโทนสีฟ้า สีเขียว ทำบุญบริจาคทาน
    43 จัดแต่งบ้านแนวธรรมชาติ หาส้มจี๊ด มะนาว มะกรูดมาปลูก
    44 แต่งบ้านให้สะอาด อย่างให้เปียกแฉะ เปิดหน้าต่าง จัดบ้านให้สว่าง และปลอดโปร่ง
    45 ปลูกโป๊ยเซียน วาสนา หมั่นไว้เจ้าที่นัดกินข้าวระห่างคนในครอบครัว อย่าปล่อยให้บ้านเงียบ
    46 ดูแลแหล่งน้ำในบ้านให้สะอาด เช่น อ่างบัว หรือตู้ปลา นำข้าวของในบ้านออกบริจาค
    47 ปลูกต้นไม้เยอะๆ จัดแต่งบ้านให้โล่ง อย่าให้ทึบแน่น หยุดขยายต่อเติมซ่อมแซมบ้าน ปลูกต้นไม้ใหญ่เช่น มะม่วง ขนุน
    48 แต่งบ้านให้ลงตัว ซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรง
    49 แต่งบ้านโทนสีขาว สีนวล สีเขียวอ่อนๆ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน ถวายเครื่องเซ่น เจ้าที่เจ้าทาง
    50 หาไม้ดอกมาปลูก แต่งบ้านโทนเหลืออ่อนๆ หาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้าบ้านแล้วหมั่นกราบไหว้บูชา
    51 ปลูกไม้มงคล แต่งบ้านด้วยสีนวล สีขาว นำหนังสือ หรือข้าวของเก่าในบ้านออกไปบริจาค
    52 แต่งบ้านแนวธรรมชาติ จัดสวน ปลูกไม้ดอกไม้ใบ
    53 ใช้โทนสีเข้มแต่งบ้าน จัดบ้านให้โปร่ง สะอาด อย่าปล่อยให้รกและอับทึบ
    54 แต่งบ้านด้วยโทนสีเทา ปลูกไม้มงคลมากๆ ถวายเครื่องเซ่นสังเวยบูชาเจ้าที่เจ้าทาง ปัดกวาดบ้านให้สะอาด
    55 ปลูกไม้ใบที่ทนแดดทนฝน แต่งบ้านด้วยโทนสีขาว จัดชั้นหนังสือให้เป็นระเบียบ จัดบ้านให้ปลอดโปร่งไม่ทึบอ้าว ตัดต้นไม้ที่แห้งตาย
    56 ปลูกต้นไม้มากๆ แต่บ้านด้วยโทนสีฟ้าอ่อนๆ ตัดแต่งต้นไม้ให้เป็นระเบียบ นำของเก่า แตกหักทิ้งไปให้หมด
    57 แต่งบ้านด้วยงานไม้ และโนสีนวล สีอ่อนๆ ซ่อมแซมบ้านให้แข็งแรง ทำให้ลงตัวอย่าเปลี่ยนบ่อย
    58 จัดแต่งบ้านให้สวยและสะอาดอย่าให้รก แก้ไข ฮวงจุ้ย ที่เสีย ตรวจดูทำเลบ้านให้ทั่วๆ ทาสีบ้านใหม่
    59 ปลูกไม้มงคล และว่านต่างๆ แต่งบ้านโทนสีขาว พาเด็กๆ มาเล่นมาทานอาหารที่บ้าน
    60 ปลูกไม้ใบแทนไม้ดอก แต่งบ้านโทนสีฟ้า ทาสีบ้านใหม่ หาไม้ดอกหอมๆ มาปลูกเพิ่ม
    61 จัดแต่งบ้านให้สะอาดและมีกลิ่นหอม หาสิ่งของโทนสีฟ้ามาตกแต่งบ้าน
    62 เปิดหน้าต่างให้บ้านสว่างและปลอดโปร่ง ตัดแต่งต้นไม้ให้สวยงาม หาสิ่งของโทนสีฟ้ามาแต่งบ้าน
    63 แต่งบ้านโทนสีขาว ปลูกไม้มงคล เช่น ไผ่ โป๊ยเซียน ว่านต่างๆ หาดอกไม้เครื่องเซ่น คาว หวาน มาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านและเจ้าที่เจ้าทาง
    64 อ่างบัว ปลาตู้ สิ่งของสีขาว สีใสๆ แก้ไขจุดที่ชำรุด ตรวจดูฮวงจุ้ยรอบบ้านแล้วแก้ไขจุดที่ไม่ดี
    65 แต่งบ้านโทนสีขาว สีนวล สีฟ้าอ่อน ปลูกฝรั่ง มะนาว มะละกอ ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ต่างๆ ให้มากขึ้น
    66 จัดแต่งบ้านให้สวยเก๋ลงตัว ปลูกไม้ไร้หนาม ใช้โทนสีฟ้า สีอ่อน งดการจัดแต่งบ้านใหม่
    67 ตั้งกระถางต้นไม้ อ่างบัว แก้ ฮวงจุ้ย ส่วนเสีย บางจุดของบ้าน ใช้โทนสีส้ม แดง น้ำตาล แต่งบ้านให้สวย เชิญเพื่อนมาสังสรรค์จัด ปาร์ตี้
    68 ปลูกไม้ดอกหอม แต่งบ้านโทนสีเข้ม จัดบ้านให้สว่างไสว ไม่มืดครึ้ม นำของในบ้านออกบริจาค
    69 ปลูกไม้ประดับสวยงาม หาสิ่งของศักดิ์สิทธิ์เข้าบ้าน แต่งบ้านโทนสีอ่อน กราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน
    70 แต่งบ้านโทนสีเก่าๆ มีสไตล์ ปลูกต้นไม้ยืนต้น ทำความสะอาด จัดแต่งบ้านใหม่
    71 ปลูกไม้ยืนต้น แต่งบ้านด้วยงานไม้ หาสิ่งของสีน้ำตาลมาแต่งบ้าน ทำความสะอาดครัว
    72 แต่งบ้านโทนสีขาว สีน้ำตาลอ่อนๆ จางๆ ปลูกต้นไม้ให้ครึ้มๆ ไหว้บูชาพระในบ้าน ถวายเครื่องเซ่นเจ้าที่เจ้าทาง
    73 แต่งบ้านโทนสีเข้ม ปลูกกระเพรา พริกขี้หนู จัดบ้านให้ปลอดโปร่งเย็นสบาย จัดแต่งสวนใหม่ นั่งสมาธิ
    74 แต่งบ้านแนวเคร่งขรึม ปลูกไม้ยืนต้นที่แข็งแรง งดแต่งบ้าน ขยายบ้าน นำของในบ้านไปบริจาคให้ทาน
    75 แต่งแบบแนวธรรมชาติ จัดตกแต่งให้ลงตัวอย่าเปลี่ยนบ่อย แต่งบ้านโทนสีอ่อน นั่งสมาธิ ถวายเครื่องเซ่นสังเวยเจ้าที่เจ้าทาง
    76 ปลูกต้นไม้ ตอกแดง-ส้ม แต่งบ้านโทนสีเข้ม สำรวจ ฮวงจุ้ย และ แก้ไขส่วนที่เสีย ตัดต้นไม้ที่แห้งตาย
    77 แต่งบ้านโทนสีไม้ สีน้ำตาล ตัดแต่งต้นไม้ให้เป็นระเบียบ
    78 ปลูกไม้ดอกหอม แต่งบ้านด้วยโทนสีขาว สีน้ำตาล ทาสีบ้านใหม่ จัดแต่งบ้านไม่ให้ดูทรุดโทรม
    79 แต่งบ้านด้วยงานไม้ ปลูกไม้ใบ ทำความสะอาดบ้าน ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องนอน นำของเก่า ชำรุดออกบริจาคหรือทิ้ง
    80 ติดไฟเพิ่มบางจุดเพื่อให้บ้านสว่างไสว บริจาคของเก่าๆ จัดบ้านให้สะอาดและโล่งๆ
    81 ปลูกไม้มงคล เปิดหน้าต่าง เปิดไฟให้สว่างไสว เปิดเพลงกล่อมบ้าน
    82 จัดบ้านให้สะอาดปลอดโปร่ง เปิดไฟให้สว่าง บริจาคข้าวของ
    83 แต่งบ้านให้โปร่ง และเป็นระเบียบ ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องครัวแลัดจัดแต่งใหม่
    84 ปลูกต้นไม้หายาก จัดแต่งบ้านให้แข็งแรงลงตัว
    85 หาไม้ใบ ไม้ดอก มาปลูก ตัดแต่งต้นไม้ให้เรียบร้อย จัดบ้านให้สะอาดโล่ง ตรวจสอบทำเล แก้ ฮวงจุ้ย
    86 แต่งบ้านด้วยโทนสีเขียว สีขาว สีนวลๆ สีเหลือง ปลูกไม้ดอกหอม ไม้ใบทรงสวยๆ
    87 แต่งบ้านด้วยงานไม้ งานเก่าๆ หรือมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไว้บูชาในบ้าน หาสิ่งของสีขาว สีเทาอ่อนๆ มาแต่งบ้าน
    88 ปลูกโมก กุหลาบ แก้ว หรือไม้ดอกหอมต่างๆ จัดบ้านให้โปร่งโล่ง อย่าให้รก และอับทึบ
    89 แต่งบ้านด้วยของเก่า หรือสีเคร่งขรึม เปิดไฟให้สว่างไสว เปิดเพลงกล่อมบ้าน จัดปาร์ตี้
    90 แต่งบ้านให้มีชีวิตชีวา เปิดไฟให้สว่างไสว ไหว้บูชาเจ้าที่เจ้าทางพร้อมถวายเครื่องเซ่นสังเวย ของเก่า – สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องเช็ดถูให้สะอาด
    91 แต่งบ้านด้วยสีน้ำตาลอ่อนๆ สีเทาอ่อนๆ ปลูกไม้มงคล เช่น โป๊ยเซียน ไผ่ ว่าน จัดปัดกวาดบ้านให้สะอาด แก้ไขจุดที่ชำรุดแตกหัก เปลี่ยนหลอดไฟใหม่
    92 ปลูกไม้มงคล แต่งบ้านสีขาว สีเทาอ่อน จัดชั้นโชว์หนังสือ จัดวันสังสรรค์กันระหว่างสมาชิกในครอบครัว ทำความสะอาดครัว ทำบุญไหว้เจ้าที่เจ้าทาง
    93 จัดบ้านให้ลงตัว อย่าเปลี่ยนอย่าต่อเติมบ่อย งดซ่อมแซมบ้าน
    94 แต่งบ้านโทนสีเขียวอ่อน สีขาว หาม่านหรือกระถางต้นไม้มาตั้งปรับฮวงจุ้ย
    95 ปลูกไม้มงคล บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน หาว่านมาปลูก นำของเก่าออกบริจาคหรือทิ้ง
    96 แต่บ้านด้วยโทนสีอ่อนๆ ปลูกไม้หอม จัดชั้นหนังสือให้เป็นระเบียบ ติดกระดิ่งลม
    97 แต่งบ้านด้วยงานไม้แนวธรรมชาติ ของเก่า จัดบ้านให้สะอาดเสมอ บ้านดีอยู่แล้ว แต่ถ้าดวงเจ้าของบ้านอ่อนให้ทำบุญบริจาค

    ที่มา: http://www.shobshopping.com/read-shopping-tid-273.html

    สศค. คลอดภาษีที่ดิน เตรียมเสนอให้กรณ์ ภายใน เม.ย.นี้ เล็งเก็บภาษีที่ดินและสิ่ง ปลูกสร้างทั่วไป 0.5%

    Posted on March 22, 2009
    Filed Under มีนาคม 52 | Leave a Comment

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้ดำเนินการปรับปรุงรายละเอียดเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. … เพื่อนำมาใช้แทนภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ที่มีปัญหาการ จัดเก็บไม่มีประสิทธิภาพได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะสามารถส่งเรื่องให้นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง รับทราบและตัดสินใจว่าจะเดินหน้าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อหรือไม่ได้ภายใน 1-2 สัปดาห์หากเห็นชอบก็สามารถนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันที หรืออย่างช้าภายในเดือนเม.ย. 2552

    สำหรับแนวทางในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแบ่งเป็น

    1.อัตราภาษีสำหรับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วไปไม่เกิน 0.5% ของฐานภาษี

    2.อัตราภาษีที่จัดเก็บจากกลุ่มที่อยู่อาศัยโดยไม่ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ไม่เกิน 0.1% ของฐานภาษี

    3.อัตราภาษีที่จัดเก็บจากกลุ่ม ผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จะจัดเก็บในอัตราที่ต่ำที่สุดคือ ไม่เกิน 0.05% ของฐานภาษี เนื่องจากต้องการช่วยเหลือผู้ที่เป็นเกษตรกรจริงๆ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการใช้ที่ดินเพื่อการเพาะปลูก

    ทั้งนี้ อัตราภาษีดังกล่าวสอดคล้องกับการจัดเก็บภาษีปัจจุบัน เพราะจากการศึกษาโดยสศค. พบว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินมีอัตราภาษีอยู่ระหว่าง 0.01-2.42% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ และส่วนใหญ่ของผู้เสียภาษีเสียภาษีใน อัตราต่ำกว่า 0.5% ขณะที่ภาษีบำรุงท้องที่มีอัตราภาษีระหว่าง 0.0001-0.2167% ของราคาประเมินทุนทรัพย์ และเกือบทั้งหมดเสียภาษีในอัตราระหว่าง 0.0001-0.0882%

    ก่อนหน้านี้ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลังนั้น จะกำหนดให้ราคาประเมินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับคนจนได้รับการยกเว้นภาษี แต่สิ่งที่แน่ๆ ก็คือ ราคาบ้านและที่ดินตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป คงไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นคนจน แต่จะเป็นช่วงใดนั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณา

    ทั้งนี้ การตีมูลค่าตามร่างกฎหมายฉบับนี้จะแตกต่างจากภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ในปัจจุบันที่เก็บในอัตรา 12.5% ของค่าเช่า เพราะการตีราคาตามกฎหมายใหม่นี้ไม่นับรวมเครื่องจักร ทำให้ราคาประเมินต่ำลง

    อย่างไรก็ตาม อัตราภาษีตามกฎหมายกำหนดให้ที่ดินและ สิ่งปลูกสร้างที่ใช้ในเชิงพาณิชย์มีอัตราภาษีไม่เกิน 0.5% ของราคาประเมินมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

    การเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ เดือนธันวาคม 2551

    Posted on January 21, 2009
    Filed Under มกราคม 52 | Leave a Comment

    การเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ เดือนธันวาคม 2551

    ปัทมา จันทรานุกูล, AREA, อสังหาริมทรัพย์เดือนธันวาคม 2551
    ตารางที่ 1 แสดงรายละเอียดโครงการใหม่ที่เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2551
    แผนที่ 1 โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เปิดตัวใหม่ ธันวาคม 2551 (21 โครงการ)

    ศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA สรุปสถานการณ์การเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ เดือนธันวาคม 2551 ลดลง

    ปัทมา จันทรานุกูล กรรมการอำนวยการ ศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA เปิดเผยว่า ในเดือนธันวาคม 2551 มีจำนวนโครงการเกิดใหม่รวมทั้งสิ้น 21 โครงการ ซึ่งในเดือนนี้มีจำนวนโครงการเกิดใหม่ลดลงจากเดือนที่ผ่านมาจำนวน 7 โครงการ โดยลักษณะการพัฒนาโครงการเป็นการพัฒนาในกลุ่มที่อยู่อาศัยจำนวน 20 โครงการ และอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ อีกจำนวน 1 โครงการ
     
    โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดใหม่ทั้ง 21 โครงการที่กล่าวข้างต้น มีจำนวนหน่วยรวมกันทั้งสิ้น 2,164 หน่วย มีมูลค่าโครงการรวม 8,092 ล้านบาท (ดูรายละเอียดได้ตามภาพตารางที่ 1 และสามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มได้)

    จะเห็นได้ว่าจำนวนอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดขึ้นใหม่ในเดือนนี้พบว่ามีอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดรวมจำนวน 2,164 หน่วย และในเดือนนี้การพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดก็ยังมีการพัฒนามากเป็นอันดับ 1 อีกเช่นเดิม โดยมีจำนวนหน่วยมากถึง 809 หน่วย หรือประมาณ 37.4% ของจำนวนหน่วยขายทั้งหมด

    ส่วนการพัฒนาลำดับรองลงมาคือ ประเภททาวน์เฮ้าส์มีการพัฒนาอยู่จำนวน 622 หน่วย หรือประมาณ 28.7% ของจำนวนหน่วยขายทั้งหมด ส่วนอันดับ 3 ที่มีการพัฒนาคือประเภทบ้านเดี่ยว มีหน่วยขายอยู่จำนวน 424 หน่วยเท่านั้น หรือประมาณ 19.6% ของจำนวนหน่วยขายทั้งหมด ส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทอื่นๆ ยังมีการพัฒนาในสัดส่วนที่น้อยอยู่ โดยเฉพาะประเภทที่ดินจัดสรรในเดือนนี้ไม่มีการเปิดใหม่เลย

    พิจารณามูลค่ารวมของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เกิดใหม่ในเดือนธันวาคมมีจำนวนทั้งสิ้น 8,092 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าต่ำกว่าเดือนที่ผ่านมาจำนวน 11,134 ล้านบาท หรือลดลงประมาณ 58% ซึ่งในเดือนนี้ลักษณะการพัฒนาจะเป็นการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับราคาปานกลางถึงค่อนข้างถูกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะที่ระดับราคา 2.001-3.000 ล้านบาท มีการเปิดตัวมากถึง 617 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 29 ของจำนวนหน่วยที่มีการเปิดขายทั้งหมด และที่ระดับราคา 0.500-1.000 ล้านบาท มีจำนวนหน่วยมากถึง 478 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 22 ของจำนวนหน่วยที่มีการเปิดขายทั้งหมด ซึ่งในเดือนนี้การพัฒนาระดับราคาสูงเกิน 5.000 ล้านบาทขึ้นไปมีอยู่จำนวนเพียง 395 หน่วย หรือประมาณร้อยละ 18 ของจำนวนที่อยู่อาศัยที่เปิดขายทั้งหมดในเดือนนี้เท่านั้น ซึ่งแสดงว่าการพัฒนาที่อยู่อาศัยในเดือนนี้จะเน้นพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับราคาที่อยู่อาศัยที่ไม่สูงมากนัก ซึ่งเหมาะสำหรับกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่ออยู่อาศัยจริงเป็นหลัก

    ในเดือนธันวาคม 2551 นี้ประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าการพัฒนาสูงสุดก็คืออาคารชุด มีมูลค่าการพัฒนามากถึง 3,657 ล้านบาท หรือร้อยละ 45.2 ของมูลการพัฒนาทั้งหมดในเดือนนี้ รองลงมาคือทาวน์เฮ้าส์มีมูลค่าการพัฒนาโครงการอยู่จำนวน 2,042 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 25.2 ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด และอันดับ 3 คือบ้านเดี่ยวมีมูลค่าการพัฒนาโครงการจำนวน 1,601 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 19.8 ของมูลค่าการพัฒนาทั้งหมด ดังนั้นภาพรวมของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเดือนนี้มีแนวโน้มการพัฒนาที่ระดับราคาปานกลางถึงค่อนข้างถูกเป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุด 0.501-1.000 ล้านบาท และประเภทบ้านเดี่ยวกับทาวน์เฮ้าส์ที่ระดับราคา 2.001-3.000 ล้านบาท 

    ในเดือนธันวาคม 2551 บริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์เป็นสำคัญมีจำนวน 4 บริษัท คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 2 โครงการ, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 โครงการ, บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 โครงการ และ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 1 โครงการ

    ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/

    ราคาที่ดินขึ้น “ก้าวกระโดด” จริงหรือ?

    Posted on January 17, 2009
    Filed Under ข่าวบ้านและที่ดิน, มกราคม 52 | Leave a Comment

     
     
     
       เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวว่าราคาประเมินของทางราชการที่ทางกรมธนารักษ์ได้ประกาศไปนั้นเพิ่มขึ้นมากมาย หลายท่านอาจงงว่า ทำไมเป็นเช่นนี้ เพราะเศรษฐกิจของประเทศและเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มที่จะ “ดิ่งเหว” ไม่ใช่หรือ   มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับราคาประเมินของทางราชการกับราคาตลาดกันดีกว่า   โปรดเข้าใจว่าราคาที่ทางราชการประกาศนั้น มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า   “บัญชีราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม” นั้น

       ทางราชการปรับปรุงทุกรอบ 4 ปี

       บัญชีราคานี้มีไว้เพื่อการคำนวณภาษีโดยเฉพาะในกรณีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่างๆ เช่น การซื้อขาย การจำนอง และการโอนทรัพย์สินในกรณีอื่น ๆ ฯลฯ

       รอบล่าสุดที่ปรับคือในช่วงปี 2551-2554 ส่วนการประกาศนอกช่วงคือการปรับเมื่อปี 2552 นี้ ปรับเฉพาะบางพื้นที่ กล่าวคือใน 9 เขตจากทั้งหมดจำนวน 50 เขตของกรุงเทพมหานคร และอีก 120 อำเภอใน 52 จังหวัด จากทั้งหมดราว 7,000 อำเภอในอีก 75 จังหวัดทั่วประเทศ

       การปรับนี้เป็นเพราะทางกรมธนารักษ์ ปรับราคาที่ประกาศใช้ไปก่อนหน้านี้ (พ.ศ.2550-2554) ให้สอดคล้องกับราคาตลาดมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

       ไม่ได้หมายความว่าราคาที่ดินเพิ่มขึ้นแต่อย่างไร

       การปรับเพิ่มนี้เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ใช่หมายความว่ากรมธนารักษ์ทำผิดพลาด แต่ในหลายบริเวณมีการเปลี่ยนแปลง เช่น จากที่นาเดิม กลายเป็นบ้านจัดสรรหรือจากท้องไร่ท้องนาตาบอด กลายเป็นทีดินติดทางหลวงสายใหม่ หรือรถไฟฟ้า เป็นต้น

       โปรดทราบว่าบัญชีราคานี้ไม่ใช่ราคาตลาด อาจไม่มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดส่วนมากจะต่ำกว่าราคาตลาด แต่ไม่มีสัดส่วนที่แน่นอนว่าจะสูงหรือต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละท้องที่

       ที่ผ่านมาบางแห่งอาจสูงกว่าราคาตลาดบ้างก็เป็นได้ ซึ่งทางราชการก็เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องต่อกรมธนารักษ์ให้แก้ไขราคาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงได้

       ดังนั้นเราไม่สามารถนำราคาประเมินทางราชการนี้ไปใช้เพื่ออ้างอิงประกอบการซื้อ-ขายทรัพย์สินได้เลย

       ใครที่นำไปใช้อ้างอิงดังกล่าว หากไม่ใช่เพราะความไม่รู้ ก็อาจมีความฉ้อฉลบางประการที่ประสงค์ให้ได้ราคาตามที่ตนประสงค์ในการซื้อขายจริง สมควรลงทุนว่าจ้างผู้ประเมินค่าทรัพย์สินมืออาชีพทำการวิเคราะห์มูลค่าตลาดที่เหมาะสมประกอบการลงทุน

       ในรอบประกาศ พ.ศ.2551-2554 ที่ปรากฏว่า ราคาที่ดินในบางแห่งในจังหวัดนนทบุรี เช่น ถ.วัดนครอินทร์ ถ.ราชพฤกษ์ และถ.ชัยพฤกษ์ ราคาพุ่งขึ้นเป็นสิบเท่านั้นเป็นไปได้เพราะราคาแต่เดิมเป็นราคาที่ดินตาบอด เพราะถนนเหล่านี้เพิ่งตัด

       ปกติราคาที่ดินตาบอดจะต่างจากราคาที่ดินปกติประมาณ 3 เท่าในย่านชานเมืองเมื่อมีถนนตัดผ่าน และที่เพิ่มเป็น 10 เท่าก็เพราะเอาที่ดินที่กลายเป็นไม่ตาบอดนี้ไปสร้างบ้านจัดสรร

       ราคาที่ดินที่มีสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรจึงสูงกว่าอีก 3-4 เท่าของราคาที่ดินดิบที่มีถนนผ่านจึงทำให้ราคาใหม่ซึ่งเป็นราคาในโครงการจัดสรรสูงกว่าราคาที่ดินตาบอดเดิมเมื่อ 4 ปีก่อนถึง 10 เท่า

       ในแต่ละปีมีการตัดถนนใหม่ มีการสร้างบ้านจัดสรรใหม่ๆ ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นเสมอตามการพัฒนา ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องจึงควรสังวรข้อมูลนี้และไม่ควรให้ใครมาหลอกโดยอ้างว่าราคาประเมินทางราชการสูงขึ้นมากแล้ว

       จึงจะขึ้นราคาที่ดินหรือทรัพย์สินที่จะขาย

       แต่สำหรับราคาประเมินทางราชการสำหรับบ้านหลังเดิมหรือทรัพย์สินในโครงการจัดสรรเดิมหรือที่นาตามสภาพเดิม อาจไม่มีการปรับเพิ่ม หรือปรับเพิ่มไม่มากนัก

       สำหรับราคาที่ดินตามราคาตลาดจริงนั้น ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ AREA ของบจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ซึ่งเป็นหน่วยงานเดียวที่วิเคราะห์ราคาที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2537 ได้ค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจบางประการ

       ณ ปี 2551 ราคาที่ดินที่แพงสุด ณ ขนาด 4 ไร่ (แปลงสมมติมาตรฐานขนาดกว้าง 40 เมตร ลึก 160 เมตร) ว่า บริเวณสยามพารากอนนับว่ามีราคาแพงสุดตารางวาละ 800,000บาท นับเป็นที่ดินทองจริง ๆ เพราะเท่ากับต้องเอาธนบัตรใบละ 1,000 บาทวางบนที่ดิน 1 ตารางวาถึง 2.3 ชั้น จึงจะมีค่าเท่ากับ 800,000 บาท

       ที่ผ่านมาอาจมีการออกข่าวว่ามีการซื้อขายที่ดินกันในราคามากกว่าที่ทาง AREA ประเมิน อย่างไรก็ตามความจริงอาจต้องตรวจสอบดูการโอนจริงว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่

       แต่หากพิจารณากันตามศักยภาพแล้ว การที่ราคาที่ดินเกินกว่า 800,000

       บาทต่อตารางวา โอกาสในการพัฒนาโครการอสังหาริมทรัพย์ให้เกิดประโยชน์จริงคงดำเนินการได้ยาก

       สำหรับอันดับสองคือ สีลม ตารางวาละ 700,000 บาท ที่สีลมราคาต่ำกว่าสยามก็เพราะสีลมเป็นพื้นที่ที่เหมาะจะพัฒนาเป็นสำนักงานมากกว่าศูนย์การค้าและศูนย์การค้าให้ผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่า

       อันดับที่สามคือเยาวราช ตารางวาละ 650,000 บาท โดยลดลงจากปี พ.ศ. 2539 ซึ่งเคยประเมินไว้ถึงตารางวาละ 750,000 บาท ทั้งนี้เพราะเยาวราชเป็นย่านการค้าเดิมที่ถดถอยลงในปัจจุบัน

       อันดับสี่มี 2 ทำเลคือถนนวิทยุและถนนสาทร มีราคาตารางวาละ 600,000 บาทเช่นกัน

       อันดับ 6 คือสุขุมวิทแถวไทม์แสควร์ ตารางาละ 500,000 บาท เป็นต้น

       ในรอบปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2551) ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3.5% และคาดว่าปี 2552 นี้ราคาเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นในอัตราลดลงเหลือ 1.5% ณ สมมติฐานว่า GDP ยังจะเติบโตประมาณ 2.0% ในปี 2552 ทั้งนี้คงเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจและการเมือง

       อย่างไรก็ตามพื้นที่บางบริเวณที่มีรถไฟฟ้าผ่านจะมีราคาเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 10% ในขณะที่พื้นที่ที่ผังเมืองกำหนดให้ก่อสร้างได้จำกัด กลับมีราคาลดต่ำลงบ้าง

       โดยสรุปแล้ว ราคาตลาดของที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครและทั่วประเทศมีแนวโน้มชลอตัวลงจนเกือบไม่มีความเปลี่ยนแปลงในปี 2552

       ทั้งนี้เพราะที่ดินก็คืออสังหาริมทรัพย์ประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นฐานะขึ้นต่อภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจดี ก็จะมีผู้ลงทุนมาก หากเศรษฐกิจไม่ดี ก็ไม่มีผู้ลงทุนซื้อไว้ ยกเว้นผู้ที่เป็นมืออาชีพมีอาชีพเก็งกำไรโดยเฉพาะ แต่ก็ถือเป็นบุคคลส่วนน้อย

       ยิ่งกว่านั้นในปี 2552 มีแนวโน้มว่าราคาที่ดินในบางบริเวณอาจลดลงก็ได้ เช่น

       1. บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก โดยมีเงื่อนไขว่า เศรษฐกิจโลกชลอตัวอย่างหนักจนโรงงานต่าง ๆ ที่ผลิตเพื่อการส่งออกปิดโรงงานหรือลดคนงานลง

       2. บริเวณชายทะเล สถานที่ตากอากาศต่าง ๆ โดยมีเงื่อนไขว่า การท่องเที่ยวของไทยยังจะได้รับผลกระทบทางการเมืองอย่างต่อเนื่องและหนักหน่วงมากยิ่งขึ้นในปี 2552

       3. บริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเงื่อนไขว่า ความไม่สงบในพื้นที่นี้กลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

       ทางศูนย์ข้อมูล วิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ AREA หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงื่อนไขข้างต้นจะไม่มีเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศชาติของเรามีการเติบโตเพราะประเทศเพื่อนบ้านต่างอยู่ในภาวะสงบสุขและกลายเป็นคู่แข่งที่อาจทิ้งห่างไทยได้ในอนาคต

       บทความโดย ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าทรัพย์สิน AREA

       AREA (www.area.co.th)

      ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

     
      ข่าวประจำวันทึ่ 06 มกราคม 2552

    ความรู้เรื่องการซื้อบ้านมือสอง

    Posted on January 17, 2009
    Filed Under การเลือกซื้อบ้านและวัสดุอุปกรณ์ | Leave a Comment

    ความรู้เรื่องการซื้อบ้านมือสอง

    ในสมัยนี้บ้านมือสอง อาจเป็นคำตอบที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่คิดจะมีที่อยู่อาศัยสักหลัง เรื่องสภาพต้องด้อยกว่าบ้านมือหนึ่งแน่นอน แต่ถ้าอยู่ในทำเลที่ต้องการ และในราคาที่รับได้ ปัจจุบันนี้ก็มีผู้ให้ความสนใจซื้อขายทรัพย์สินมือสองจากสถาบันการเงินมากขึ้นเรี่อยๆ หากแต่ผู้ซื้อต้องทำการบ้านพอสมควร ซึ่งในเบื้องต้น ขออนุญาตแนะนำสิ่งที่ผู้สนใจซื้อบ้านมือสองจากสถาบันการเงินพอไว้เป็นเกร็ดความรู้สัก 2 ข้อใหญ่ๆ กับอีก 2 ข้อย่อยดังนี้

                1. ดูความมั่นคง น่าเชื่อถือของสถาบันการเงินผู้นำทรัพย์สินออกขาย ข้อนี้เป็นประเด็นแรก เพราะหากคน/ผู้ขายที่คุณจะไปซื้อของด้วยไม่น่าเชื่อถือ ไม่รู้ว่ามาหลอกตุ๋นเงินหรือไม่ ก็ไม่ควรไปยุ่งด้วย เพราะเงินที่จะซื้อบ้านสักหลัง มิใช่เงินสำหรับซื้อโทรศัพท์มือถือนะคะท่าน แล้วจะดูยังไงว่าน่าเชื่อถือ อันนี้เอาง่ายๆ ก็ถ้าผู้ขายเป็นธนาคารพาณิชย์/ธนาคารของรัฐ/บสส.รัฐ ซึ่งมีอยู่ ก็ว่าน่าจะเชื่อถือได้ค่ะ 

                2. ดูตัวทรัพย์ที่ท่านจะซื้อ ข้อนี้แนะนำว่าต้องดูก่อนตัดสินใจซื้อนะคะ มิใช่เจอของถูก ภาพบ้านสวยสนามหญ้าตัดเรียบ มีต้นลีลาวดีประดับ ซื้อเลย วางเงินจองเรียบร้อย พอไปดูบ้านจริง รกยังกับป่านึกว่าบ้านผีสิงซะงั้น เอ้าถ้าจะต้องดูแล้วให้ดูอะไรบ้างล่ะ? 

    2.1 ดูทำเลที่ตั้ง โดยรวม ของบ้าน/ที่ดิน ที่จะซื้อว่ามันตั้งอยู่แห่งหนตำบลใด ใกล้สถานที่ทำงานไหม เดินทางสะดวกไหม ซึ่งมันก็ควรจะไม่ไกลจากที่ทำงานหรือเดินทางสะดวก มิใช่ทำงานอยู่ที่ ฝั่งธนบุรี สนใจซื้อบ้าน/ที่ดินเปล่าเพื่อปลูกบ้านที่ รังสิตนครนายกคลอง 13 อันนี้ก็ขอให้โชคดีนะค่ะแค่เดินทางไปให้ถึงที่ทำงาน โดยยังไม่ได้เริ่มทำงานก็หมดแรงแล้ว กินข้าวเช้าที่ทำงานเสร็จก็ง่วงนอนพอดี 

                2.2 ดูทางเข้า-ออกบ้าน/ที่ดิน ว่าติดถนนหรือไม่ เข้าออกสะดวกหรือไม่ มีสภาพเป็นถนนหรือไม่ ประเด็นแรกต้องดูเอกสารสิทธิ์ว่าที่ดินแปลงที่ท่านจะซื้อติดกับถนนหรือไม่ แล้วดูตรงไหนละ? ดูตรงสำเนาโฉนดค่ะ หรือขอตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินเขตพื้นที่ตั้งที่ดินนั้นค่ะ มีค่าใช้จ่ายนิดหน่อย เมื่อดูเอกสารสิทธิ์แล้วต้องตรวจสภาพจริงด้วย เพราะที่ดินบางแปลงติดถนนจริง แต่สภาพจริงไม่มีสภาพถนนเลย ซึ่งมักจะเกิดขึ้นบ่อยในที่ดินจัดสรรเพื่อการเกษตร เช่นสวนเกษตรต่างๆ บางทีมองไปเห็นแต่ไร่มันสำปะหลัง หรือท้องนาสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่าที่ดินของเราแปลงไหน แล้วจะขับรถเข้าไปยังไง? เรื่องทางเข้าออกมีหลายประเด็นมาก บางทีมีทางเข้าออกจริง มีสภาพทางจริง แต่ทีดินติดถนนแค่ 1 เมตรครึ่ง เวลารถจะเข้าออกแต่ละครั้งต้องค่อยๆกระเถิบเข้าบ้าน หรือถ้ามีรถสวนมาก็เป็นเรื่อง 

                ยังมีเรื่องทำเลว่าอยู่หน้าซอยหรือท้ายซอย จึงจะดี อันนี้ควรเป็นหน้าซอย เพราะเข้าออกสะดวก หรืออาจทำการค้าได้ แต่เรื่องอย่างนี้เอาแน่ไม่ได้ค่ะบางคนกลับชอบบ้านอยู่ท้ายซอยค่ะ โดยให้เหตุผลว่าเงียบสงบดีเหมาะแก่การอยู่อาศัย อันนี้ผู้ใหญ่พูดต้องรับฟังค่ะ สรุปว่าหน้าซอยหรือหลังซอยก็แล้วแต่ชอบค่ะ 

    อันนี้ก็เป็นประเด็นพิจารณาค่ะ ซึ่งเรื่องที่ว่ามามิใช่ว่าพอมีข้อด้อยดังที่ว่ามาแล้วจะไม่ซื้อทันที่นะคะ เพราะแต่ละคน ก็มีกำลังทรัพย์ ความจำเป็น ความต้องการ มุมมอง จุดประสงค์ในการซื้อที่ไม่เหมือนกัน บางท่านอาจมองว่าทางเข้าออกไม่สะดวก บ้านก็โทรม แต่ราคาถูกโดนใจและโดนกำลังซื้อในกระเป๋าของเขา อันนี้ในมุมของท่านนั้นก็ว่าน่าจะซื้อได้ หรือที่ตั้งอยู่ไกลจากที่ทำงานมากแต่ผู้ซื้อมองว่าเขามีจุดประสงค์ซื้อไปเพื่อขายต่อไม่ได้อยู่เอง อันนี้ก็เป็นอีกมุมของนักลงทุนค่ะ 

                2.3 ดูรูปแปลงที่ดินว่าสวยงามไหม แบบไหนงาม? ตามหลักสากลนิยม ก็รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าค่ะ โดยหลักคิดมาจาก ความสามารถที่จะสร้างสิ่งปลูกสร้างให้เป็นไปตามกฎหมายได้พื้นที่มากสุดและออกแบบได้สะดวกสุดค่ะ แต่อันนี้นานาจิตตังนะคะ บางท่านอาจชอบรูปแปลงแบบตัว T เข้าไปยาวๆเป็นบ้านข้างใน สองข้างทางปลูกต้นสักตลอดแนวสองข้างทาง ซึ่งก็เคยเห็นเวลาไปต่างจังหวัด ก็ดูมีเสน่ห์และได้อารมณ์ไปอีกแบบนะคะ 

                2.4 ดูสภาพบ้านที่ท่านจะซื้อว่ายังสวยอยู่หรือทรุดโทรมขนาดไหน ปลวกสวาปามฝ้าเพดานและบันไดไปหมดหรือยัง เวลาไปตรวจบ้านมือสองจะขึ้นบันไดต้องระวังนะคะ อย่ามั่นใจในตัวเองมากก้าวขึ้นบันไดพรวดไป เกิดปลวกกินไปหมดแล้วได้พังลงมาทั้งแถบ เดี๋ยวไม่ได้ซื้อบ้านแถมต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มที่โรงพยาบาลอีกค่ะ จะก้าวขึ้นบันไดก็ตรวจสภาพหน่อย เอาเท้าลงกดลงไปก่อนว่ารับน้ำหนักได้ไหมเพระบ้านที่ถูกทิ้งไว้นานๆ โดยไม่มีคนอยู่อาศัย มักจะพบว่าโครงสร้างที่เป็นไม้จะถูกปลวกเข้าโจมตีจนพรุนหมดค่ะ และหลังคาก็มักจะมีน้ำฝนรั่วลงมาซึ่งอันนี้ดูได้จากคราบน้ำบนฝ้าเพดานว่ามีหรือไม่ค่ะ 

                โครงสร้างหลักของบ้านยังอยู่ในสภาพใช้งานได้หรือไม่ หรืออยู่ในสภาพพร้อมพังยามเกิดลมพัดแรง ผนังร้าว เสาร้าว บ้านเอียง บ้านทรุดหรือไม่ ซึ่งส่วนนี้มีรายละเอียดอีกมากครับ ขั้นต้นก็ดูเอากันเองแบบลุกทุ่งก็พอได้ว่าร้าวแค่นิดหน่อยก็พอรับได้ ถ้าพอว่าร้าวรอยใหญ่ขนาดใส่ปากกาลงไปได้ แถมเป็นมุงทแยงอีกอันนี้ก็พอจะประมาณการแบบลุกทุ่งว่าไม่น่าไว้วางใจค่ะ

    Story : Amporn
    Photo : Internet
    ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.0kongkao.com/index.php?option=com_content&view=article&id=22:-m-m-s&catid=7:๒๕๕๑-%m-๑๙-๐๓-%M-%S&Itemid=13

    keep looking »
    • About Us

      Welcome to home and realestate knowledge database in thailand. If you want to contact me, tongcomp@hotmail.com

    • Admin